
|
2001 แผนยึดดาวอังคารเป็นอาณานิคมได้เริ่มขึ้นแล้ว
|
อีก
100 ปีข้างหน้า มนุษย์จะมีดาวเคราะห์เป็นอาณานิคม สตีเฟน ฮอว์กิ้ง
นักฟิสิกส์อัจฉริยะพูดต่อหน้าผู้ฟัง 3000 คน ในการบรรยายเรื่อง วิทยาศาสตร์ในอนาคต
[Science in the future] ที่เมืองบอมเบย์ อินเดีย เมื่อวันที่ 15 มกราคม
2544 และคาดว่ามนุษย์จะขยายอาณาเขตไปยังดาวเคราะห์ ในระบบสุริยะที่อยู่ใกล้กับโลกของเรามากที่สุด
ทั้งนี้และทั้งนั้น ก็โดยความสามารถทางฟิสิกส์ ในการสร้างยานอวกาศ
กราฟฟิกแสดงมนุษยอวกาศชุดแรกเดินทางถึงดาวอังคาร
|
คาร์ล เซกัน นักดาราศาสตร์เรืองนาม
เคยพูดไว้นานแล้วว่า มนุษย์ค่อนข้างจะจำกัดเขตแดนของตนเอง ก็คือโลกนี่ล่ะ
ซึ่งต่างกับสัตว์ในสปีซี่ต่าง ๆ ที่อพยพย้ายถิ่นเพื่อความอยู่รอดของชีวิต
แต่ความรู้ทางดาราศาสตร์ หรือความรู้ เกี่ยวกับจักรวาลในยุคปัจจุบัน
ได้บอกกับเราว่าโลกและดวงดาวต่าง ๆ มีจุดอวสานไม่ได้ยั่งยืน ภัยคุกคามโลกในระยะสั้นที่สุด
คือดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลก ซึ่งหากมีขนาดใหญ่ สิ่งมีชีวิตอาจสูญพันธ์ไปหมดโลกได้
นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่า โลกได้เคยถูกดาวหาง หรือดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลกมาแล้วสองครั้ง
เมื่อ 250 ล้านปี และ 65 ล้านปี ปัจจุบัน มีนักดาราศาสตร์ประมาณ 100
คน กำลังศึกษาดาวเคราะห็น้อย มีศูนย์ศึกษาประมาณ 10 แห่ง ส่วนใหญ่ได้รับเงินทุน
จากนาซ่า ศูนย์เด่นๆ อาทิเช่น ทีม spacewatch ของมหาวิทยาลัยอะริโซน่า
เป็นต้น ความกังวลใจเรื่องนี้ จึงเป็นเสมือนกับ แรงผลักดันให้มนุษย์
ค้นหาดาวเคราะห์ และสิ่งมีชีวิตในดาวเคราะห์ดวงอื่น และคิดตั้งถิ่นฐานในดาวดวงอื่น
นอกจาก การหาทางป้องกัน มนุษย์กำลังจะไม่จำกัดเขตแดนตนเองอีกต่อไปแล้ว
แฟรง เดรก นักดาราศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งเป็นคนแรก
ๆ ที่เชื่อว่าในจักรวาลที่กว้างใหญ่ ต้องมีสิ่งมีชีวิตที่ชาญฉลาด อยู่บนดาวเคราะห์
เช่นเดียวกับโลกของเรา
ความเชื่อที่ว่าตั้งอยู่บนสมการที่ค่อนข้างเข้าใจยาก
แต่นักวิทยาศาสตร์ทั่วไปสนับสนุนว่ามันมีเหตุผล ด้วยความเชื่อที่ว่า
แฟรง เดรก ได้เริ่มงานที่เรียกว่า การค้นหาสิ่งมีชีวิตที่ชาญฉลาดในต่างดาว
[the search for extraterestRial intelligence ] หรือ SETI โครงการของเขาชื่อว่าออสมา
[OZMA] เริ่มเมื่อทศวรรษที่1960 โดยใช้ กล้องโทรทรรศน์วิทยุ ค้นหาสัญญานวิทยุในท้องฟ้า
ปัจจุบันกลุ่มนักวิทยาศาสตร์เซติมีจำนวนมากทีเดียว กล้องโทรทรรศน์วิทยุขนาดยักษ์
ของเซติ ทำหน้าที่สแกนท้องฟ้า เพื่อค้นหาสัญญานวิทยุของโลกอื่น งานของเซติ
ได้ขยายตัวอย่างกว้างขวาง แม้ว่าเวลาที่ผ่านไปสี่สิบปี จะไม่มีสัญญานวิทยุใด
ๆ ในจักรวาลในระยะทาง 50 ปีแสงจากโลก ก็ตาม แต่โครงการนี้ยังดำเนินต่อไป
โดยอาศัยเงินบริจาคของประชาชนและองค์กรเอกชน ใกล้บ้านเราที่สุดคือเซติใน
ออสเตรเลีย ในปีหน้าเซติจะมีกล้องโทรทรรศน์ใหม่ ที่ฮาวาร์ด แมสสาจูเซต
สำหรับจับสัญญานเลเซอร์จากต่างดาว เป็นการเปลี่ยนแนวคิดเดิมที่ว่า
สิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาสูงใช้การสื่อสาร โดยสัญญานวิทยุเหมือนโลกของเรา
ไปสู่ความคิดที่ว่า แสงเลเซอร์ น่าจะเป็นเครื่องมือติดต่อสื่อสารระหว่าง
ดวงดาวมากกว่า
ควบคู่ไปกับงานของเซติ นักดาราศาสตร์หลายกลุ่ม
กำลังค้นหาดาวเคราะห์ในแกแลคซี่ทางช้างเผือก และไกลออกไป เท่าที่จะทำได้
ปัจจุบันนักดาราศาสตร์ได้ค้นพบ ดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดาวฤกษ์แล้ว 55
ดวง อย่างไรก็ดี เครื่องมือที่ใช้อยู่ สามารถค้นพบ ดาวเคราะห์ขนาดใหญ่เท่าดาวพฤหัสและใหญ่กว่าเท่านั้น
ยังไม่สามารถ ค้นพบดาวเคราะห์ที่มีขนาดเล็ก เท่ากับโลกได้ ดาวเคราะห์ที่ค้นพบแทบทั้งหมด
เป็นดาวเคราะห์ประเภทก๊าซ ซึ่งไม่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต
แต่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี่ในอนาคตอันใกล้นี้ จะทำให้มนุษย์สามารถประดิษฐ์กล้องดูดาว
ที่สามารถมองเห็น ดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดาวฤกษ์ ซึ่งแสงของดาวฤกษ์บดบังอยู่ได้
และสามารถมองเห็นดาวเคราะห์ขนาดเล็ก เท่ากับโลก ได้ด้วย ขณะนี้ทั้งนาซ่าและองค์การอวกาศยุโรป
กำลังประดิษฐ์กล้องดังกล่าว ดาวเคราะห์จะถูกค้นพบมากขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคตอันใกล้นี้
อย่างไรก็ดี กว่าจะถึงร้อยปีที่มนุษย์จะสามารถสร้างยาน
แบบในภาพยนต์สตาร์เทร็ค และอพยพไปอยู่ในอาณานิคม บนดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะของเรา
ดังคำทำนายของสตีเฟน ฮอว์กิ้ง มนุษย์คงสร้างอาณานิคมบนดาวอังคาร ไปก่อนหน้านั้นแล้วหลายสิบปี
ดาวอังคาร
เป็นดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ ที่มนุษย์ส่งยานอวกาศ ไปสำรวจ มากที่สุด
มีทั้งยานประเภทออร์บิทเตอร์ คือยานที่โคจรรอบดาวอังคาร และยานประเภท
แลนเดอร์ซึ่งร่อนลงบนพื้นผิวดาวอังคาร ความสนใจของ นักวิทยาศาสตร์
ตั้งอยู่บน สมมุติฐานที่ว่า จากโครงสร้างทางกายภาพที่ดาวอังคาร เป็นดาวเคราะห์ประเภทดิน
และหิน และอยู่ในตำแหน่ง ไม่ใกล้ดวงอาทิตย์จนเกินไปเหมือนดาวพุธ หรือดาวศุกร์
ดังนั้นอุณหภูมิบนดาวอังคาร จึงไม่สูงมาก และตำแหน่งที่ไม่ไกล จากดวงอาฑิตย์
เหมือนดาวพฤหัสและดาวเสาร์ อุณหภูมิจึงไม่ต่ำมาก ประการสำคัญ แกนดาวอังคาร
ทำมุม 23 องศา กับดวงอาทิตย์ และมีวงโคจรเป็นวงกลมทำให้ดาวอังคารมีฤดูกาล
ดังนั้นสภาพแวดล้อมของดาวอังคาร จึงอาจเอื้อ ต่อการมีสิ่งมีชีวิต
ข้อค้นพบในการสำรวจ ของยานสำรวจหลายลำนับตั้งแต่ยานมาริเนอร์
4 เมื่อปี คศ 1964 ทำให้มนุษย์มีความรู้เกี่ยวกับ ดาวเคราะห์สีแดงดวงนี้มากพอสมควร
ดาวอังคารมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6,794 กิโลเมตรมีดวงจันทร์บริวารสองดวงคือ
โฟบอสและไดมอส แรงโน้มถ่วงเท่ากับ 0.379 หากคนบนโลกที่มีน้ำหนัก 100
ปอนด์ ไปยืนบนดาวอังคารจะมีน้ำหนักเพียง 38 ปอนด์ บรรยากาศของดาวอังคาร
95 เปอร์เซนต์เป็นคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ มีอ๊อกซิเจน ไนโตรเจน อาร์กอน
นีออน เพียงเล็กน้อยเท่านั้น อุณหภูมิจะต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง แม้ว่าวันที่อากาศจะอบอุ่นที่สุดอุณหภูมิอาจจะอยู่ที่
-18 องศาเซลเซียส กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิ้ล เคยบันทึกภาพการเปลี่ยนฤดูกาลจาก
ฤดูหนาวเป็นฤดูร้อนเห็นพายุฝุ่นสีชมพู ซึ่งมีความเร็วลมถึง 300 ไมล์ต่อชั่วโมงเลยทีเดียว
ดาวอังคารมีน้ำอยู่ในรูปของน้ำแข็งและไอน้ำ
ดินบนดาวอังคารมีสีแดงซึ่งเป็นเหล็กออกไซด์ ท้องฟ้ามีสีชมพู เพราะฝุ่นในอากาศ
สภาพภูมิประเทศ มีหลุมอุกกาบาต ภูเขาไฟ หุบเหว แคนยอน
เป้าหมายหลักของการสำรวจดาวอังคาร คือการค้นหาสิ่งมีชีวิตและการหาคำตอบว่า
มนุษย์จะอาศัยอยู่บนดาวอังคาร ได้หรือไม่ โดยใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่เข้าไปจัดการ
ในอเมริกามีนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งกำลังใช้ ภูมิประเทศ ซึ่งมีลักษณะทางธรณีวิทยาคล้ายพิ้นผิวดาวอังคาร
เป็นแบบจำลองและค้นคิดวิธีการที่มนุษย์จะอยู่อาศัยได้
กราฟฟิกแสดงการปล่อยยานบีเกิ้ลลงบนดาวอังคาร
|
ความรู้เกี่ยวกับดาวอังคารส่วนใหญ่ได้มาจากยานเหล่านี้คือยานมารีเนอร์
9 ซึ่งเป็นยานลำแรกที่โคจรรอบดาวอังคารเมื่อปี ค.ศ. 1971 ยานไวกิ้ง
1 และยานไวกิ้ง 2 เมื่อปี 1976 ยานพาร์ธไฟเดอร์เมื่อปี ค.ศ. 1997 และยานมาร์สโกลบอล
เซอร์เวเยอร์ระหว่างปี 1997-2001 แม้ว่ารัสเซียจะส่งยานไปสำรวจดาวอังคารหลายลำ
ทั้งยานออร์บิทเตอร์ และยานแลนเดอร์แต่ไม่ประสบความสำเร็จนัก
ยานมาริเนอร์ 9 ได้เดินทางถึงดาวอังคารเมื่อเดือนพฤศจิกายน
ค.ศ. 1971 ยานมาริเนอร์ 9 ได้ส่งข้อมูล อุณหภูมิ ความหนาแน่น แรงดึงดูด
องค์ประกอบบรรยากาศ พิ้นผิวมายังโลก และภาพพิ้นผิวดาวอังคารถึง 7,329
ภาพเลยทีเดียว รวมทั้งภาพดวงจันทร์โฟบอสและไดมอสด้วย ภาพจากยานมาริเนอร์
9 แสดงรายละเอียดของภูเขาไฟ หุบเขา และขั้วโลกของดาวอังคาร
ในปี คศ 1975 นาซ่าได้ส่งยานแฝดสองลำคือ ไวกิ้ง
1 และไวกิ้ง 2 ซึ่งมียานแลนเดอร์ที่มีแขนกล ในการเก็บตัวอย่างดิน และหินด้วย
งานของยานไวกิ้งคือการถ่ายภาพพิ้นผิวดาวอังคาร วิเคราะห์องค์ประกอบของบรรยากาศ
พิ้นผิว และสำรวจ หาหลักฐานสิ่งมีชีวิต ยานไวกิ้งทั้งสองลำได้เดินทางถึงดาวอังคารในปี
ค.ศ. 1976 ยานแลนเดอร์ไวกิ้ง 1 ลงบริเวณไครส พลานิเทีย [Chryse Planitia]
ยานแลนเดอร์ไวกิ้ง2 ลงบริเวณที่ราบทางเหนือชื่อว่า ยูโทเปีย พลานิเทีย
[Utopia Planitia] ยานแลนเดอร์ได้ใช้แขนกล เก็บตัวอย่างดินและหินบนดาวอังคาร
ผลการวิเคราะห์ทางชีววิทยา ไม่พบร่องรอย สิ่งมีชีวิต ยานไวกิ้งทั้งสองลำ
ได้ถ่ายภาพพิ้นผิวดาวอังคาร ในระดับสูงที่ละเอียดมาก ภาพจากยานไวกิ้งที่เด่น
ๆ อาทิเช่น บริเวณภูเขาไฟ ทุ่งลาวา หลุมอุกกาบาต ระบบแคนยอนบริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตรเป็นต้น
นอกจากนั้นแล้ว ยานไวกิ้งยังแสดง ให้เห็นว่า พื้นที่ทางด้านเหนือของดาวอังคารเป็นที่ราบต่ำ
ส่วนด้านใต้เป็นที่ราบสูงซึ่งมีหลุมอุกกาบาตมากมาย นอกจากนี้ ภาพจากยานไวกิ้ง
1 ได้เปิดประเด็นข้อถกเถียงในแวดวงวิทยาศาสตร์ นั่นคือภาพถ่ายบริเวณไซโดเนียร์
ซึ่งในภาพปรากฎ ภูเขาหน้าคนและพีระมิดขนาดใหญ่สองลูก นักยูเอฟโอวิทยาเชื่อว่า
ภูเขาหน้าคนและพีระมิดสร้างโดยมนุษยต่างดาว ไม่ใช่เกิดจากปรากฎการณ์ธรรมชาติ
แต่นาซ่าอธิบายว่า มันเกิดจากการลวงตาของแสง จริงๆแล้วมันเป็นภูเขาธรรมดานี่เอง
ถัดจากยานไวกิ้งทั้งนาซ่า และรัสเซียได้ส่งยานไปสำรวจดาวอังคารอีกหลายลำ
แต่ยานทั้งหมด ต้องประสบชะตากรรม สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย ยานของรัสเซียได้แก่
ยานโฟบอส 1 ปี 1988 และโฟบอส 2 ปี 1989 ยานมาร์ส ออฟเซิพเวอร์ ของนาซ่าปี
1992 และยานของรัสเซียอีกลำหนึ่งคือมาร์ส 96 ปี 1996 การสูญหายของยานอวกาศหลายลำ
ในการสำรวจ ดาวอังคาร เป็นความลึกลับดำมืดที่ยังอธิบายไม่ได้จนทุกวันนี้
ดาวอังคารจึงเป็นดาวเคราะห์ที่มีความลึกลับที่ท้าทาย ให้ไขปริศนา
รถสำรวจโซเจอร์เนอร์
|
ในปี ค.ศ. 1997 ยานมาร์สพาธไฟน์เดอร์ ซึ่งมีภารกิจหลักเพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมของดาวอังคาร
สำหรับการสำรวจ ครั้งต่อไป ได้ลงจอดบริเวณ แอเรส วอลลิส รถหุ่นยนต์โซเจอร์เนอร์ของยาน
ซึ่งถูกคอนโทรลจากสถานีภาคพื้นดิน ได้ศึกษาก้อนหินหลายก้อนโดยใช้ เครื่องมือที่เรียกว่า
Proton X - Ray Spectrometer ทำให้รู้รายละเอียด และองค์ประกอบของหิน
และพื้นผิวดาวอังคารที่ชัดเจนที่สุด อย่างไรก็ดีข้อมูลองค์ประกอบของหินที่ได้
จากยาน พาธไฟน์เดอร์ แตกต่างกับข้อมูลองค์ประกอบของหินที่ได้จากยานไวกิ้ง
นักวิทยาศาสตร์ได้เห็นถึงความหลากหลาย บนดาวอังคาร อย่างไรก็ดีข้อค้นพบที่ตรงกันคือรูปทรงก้อนหินหลายก้อน
เกิดจากการกัดเซาะของน้ำ นั่นคือ ดาวอังคาร เคยมีน้ำ
|
|

|