|
Black holes
เป็นวัตถุที่มีความหนาแน่นมากที่สุด
ซึ่งถูกนิยามโดยทฤษฎี
general relativity
โดยเป็นบริเวณที่ space-time
ไม่สามารถติดต่อ(communicate)
กับ space-time ภายนอกได้
บริเวณขอบของ Black holes
เรียกว่า event horizon
ปัจจุบันเชื่อกันว่า Black
holes มีมวลมหาศาล(3-60 )
และกระบวนการเกิด Black holes
เป็นไปได้หลายกรณี
ตัวอย่างเช่น
เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มgas
ที่มีมวลมหาศาล(>100 )
เกิดจากการรวมตัวกันของ
Black holes เล็กๆ ดังนั้นการ detect
Black holes
ก็สามารถทำได้หลายทางเช่นกัน
เช่น
พิจารณาว่าถ้ามวลของวัตถุใดๆ
มีค่ามากกว่า
ค่ามวลมากที่สุดที่เป็นไปได้(maximum
allowed mass) ของดาวneutron
วัตถุนั้นก็จะเป็น Black holes,
พิจารณารัศมีของวัตถุที่เราสนใจ
ถ้ารัศมีมีค่ามากกว่า
Schwarzschild radius
วัตถุนั้นก็จะเป็น Black holes
เนื่องจากเรารู้เฉพาะสมบัติต่างๆ
ของ Black holes แต่ไม่สามารถ detect
Black holes ได้โดยตรง ดังนั้น
เราจะรู้ได้ว่า Black holes
มีอยู่จริง
ก็จากข้อมูลต่างๆ
เกี่ยวกับมันเท่านั้น
Black
holes ถูกทำนายโดยทฤษฎี
general relativity โดยทำนายว่า Black holes
จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ
มวล ในปริมาณหนึ่ง
ถูกอัดให้มีปริมาตรเล็กๆ
( : Schwarzschild
radius) หรือพูดในทาง
Newtonian(Classical) ได้ว่า
ความเร็วหลุดพ้น ของ black
holes
ที่ผิวมีค่ามากกว่าความเร็วแสง
คือ
ไม่สามารถมีอะไรหลุดออกมาจาก
Black holes ได้เลย(แม้กระทั่งแสง
ซึ่งมีความเร็วมากที่สุด)
ในทาง general relativity เรานิยาม black
holes ว่าคือ บริเวณที่ space- time
ไม่สามารถเชื่อมโยง(communicate)กับ
space-time ภายนอกได้
โดยที่ขอบของบริเวณนี้
เราเรียกว่า event
horizon ส่วนการที่ space-time
ภายในไม่สามารถติดต่อกับภายนอกได้นั้น
จะอธิบายในภายหลัง
ในขณะที่ดาวฤกษ์
ที่มีมวลมากๆ ถึงจุดดับ
คือ reaction ต่างๆ
ซึ่งเป็นกระบวนการที่ให้
thermal pressure เพื่อ
คงรูปร่างของดาวไว้
ไม่สามารถเอาชนะแรงเนื่องจาก
gravity ของดาวนั้น
ดาวดังกล่าวก็จะเกิดการยุบตัว(collapse)
ซึ่งจะทำให้เกิด Black holes
ต่อไปในภายหลังได้ (ขึ้นอยู่กับมวลชองดาวนั้นด้วย)
ปัจจุบันเชื่อกันว่า
Black holes มีมวลมหาศาล
อยู่ในช่วง 3-60
( :
มวลของดวงอาทิตย์)
และยังพบ เหตุการณ์ทาง
Astrophysical ที่ยืนยันได้ว่ามี
Black holes ที่มีมวลอยู่ในช่วง

เรียกว่า Supermassive
Black holes การเกิด Black holes
ดังกล่าว
อาจเกิดได้จากหลายกรณี
ดังต่อไปนี้
- เกิดจากการรวมตัวเนื่องจาก
gravity ของกลุ่มgas
ที่มีขนาดใหญ่(มวลมหาศาล)
-เกิดจากการรวมตัวกันของ
Black holes ขนาดเล็กๆ
กับดาวฤกษ์ และกลุ่มgas
ซึ่งมาจากกระจุกดาวที่มี
ความหนาแน่นสูง(dense star cluster)
ที่ใจกลางของ galaxy
- เกิดจากการรวมตัวกันของ
Black holes เล็กๆ
- และยังคาดว่า
Black holes น่าจะสามารถเกิดจาก
density fluctuation ใน early universe อีกด้วย
แต่ยัง
ไม่สามารถยืนยันข้อสรุปนี้ได้
เนื่องจากในปัจจุบัน
ยังไม่สามารถ detect Black holes
ที่เกิดขึ้นในลักษณะ
นี้ได้เลย
Observation
evidence for Black holes
ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า
การเกิด Black holes
เป็นไปได้ในหลายกรณี
ดังนั้นการ detect Black holes
ก็ทำได้
หลายวิธีเช่นกัน
เนื่องจากแสงไม่สามารถหลุดรอดออกมาจาก
Black holes ได้
ดังนั้นเราจึงไม่สามารถ
detect Black holes ได้โดยตรง
ข้อมูลต่อไปนี้
เป็นข้อมูลที่จะนำไปสู่การ
detect Black holes ได้
โดยอาศัยสมบัติต่างๆของ
Black holes นั้นเอง
1.The maximum mass
of Neutron star
Neutron
star ที่มีมวลน้อยๆ
จะสามารถรักษาสภาพสมดุล(equilibrium)
ของตัวมันเอาไว้ได้
แต่ถ้ามวลของ Neutron star
มีค่าเกินค่าๆหนึ่ง
gravitational force (ซึ่งแปรผันกับมวล)
จะสามารถเอาชนะ แรงดัน
ที่เกิดจาก reaction ภายในดาว
ซึ่งเป็นแรงที่ทำหน้าที่รักษาการคงรูปของดาวนั้นๆ
ดังนั้นดาวดังกล่าวก็จะไม่สามารถรักษาสมดุลเอาไว้ได้อีก
ต่อไป Neutron star
นี้ก็จะยุบตัว(collapse)กลายเป็น
Black holes ในที่สุด
ดังนั้น
ถ้าเราสามารถ detect ได้ว่า
มวลของวัตถุใดมากกว่าค่ามวลมากที่สุดที่เป็นไปได้
(maximum allowed mass) นี้
ก็จะสามารถสรุปได้ว่า
วัตถุนั้นเป็น Black holes
ค่าของ maximum allowed mass นี้
เป็นค่าซึ่งไม่แน่นอนใน
ทางทฤษฎี
แต่ในปัจจุบันเราสามารถประมาณได้ว่า
มีค่าเป็น
โดยที่ n
มีค่าประมาณตั้งแต่
และ เป็น
parameter (best approximation is 
2.Observation
signature of Black holes
Black
holes
เป็นวัตถุที่มีความหนาแน่นมากที่สุด
ขนาดของ Black holes ถูกกำหนดโดย
Schwarzschild radius ซึ่งก็คือ
รัศมีของ event horizon นั่นเอง

ทางหนึ่งที่เราจะสามารถพิสูจน์ว่า
วัตถุนั้นเป็น Black holes
หรือไม่ คือ
ทำการวัดความเร็วของวัตถุ(gas)ที่
โคจรรอบวัตถุที่สนใจ
ซึ่งเราคาดว่าน่าจะมีค่าเข้าใกล้
c(ความเร็วแสง) ที่ event horizon
ถ้าวัตถุที่เราสนใจนั้นเป็น
Black holes ซึ่งทำได้โดยการวัด
spectral line ของ gas
ที่วนอยู่รอบๆวัตถุนั้น
อีกทางหนึ่งคือ
สังเกตการแผ่รังสี-X
ซึ่งเกิดจาก gas
ที่วิ่งวนอยู่รอบๆด้วยความเร็วสูง
รังสีที่สังเกตได้จะอยู่ใน
ช่วงอุณหภูมิสูง 
อย่างไรก็ตามการพิจารณา
compactness ของวัตถุอย่างเดียว
ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันได้ว่าวัตถุนั้นเป็น
Black holes เนื่องจากพบว่า Neutron star
บางดวง มีมวลเท่ากับ Black holes
(แต่มีขนาดใหญ่กว่า)
ดังนั้นเราจึงพิจารณา
Luminosity
ซึ่งก็เป็นผลเนื่องมาจาก
การ radiate ของ gas (บางส่วน)ที่สามารถเอาชนะแรงเนื่องจาก
gravity ได้ โดยที่ค่า maximum luminosity
ถูกกำหนดโดย
ถ้าค่า
ซึ่งคำนวณได้จาก ค่า luminosity
ที่ observe ได้นี้
มีค่ามากกว่า maximum allowed mass ของ
neutron star ก็แสดงว่า
วัตถุที่เราสนใจนั้นเป็น
Black holes
3.Black holes in X-ray binary
ในระบบ
X-ray binary ซึ่งประกอบด้วยดาว 2
ดวง ดวงหนึ่ง
จะมีความหนาแน่นสูงกว่า
และจะรวมเอา gas
ที่บริเวณรอบๆดาวอีก
ดวงหนึ่งเข้าสู่ตัวเอง
และมีการปล่อย X-ray
ออกมาดังรูป มวลของ X-ray emitting
star , ,สามารถหาได้โดยการสังเกต
spectral line ที่ได้จาก X-ray
ดังกล่าว
และเนื่องจาก Doppler
shift ของ spectral line
ทำให้เราสามารถประมาณค่าความเร็วในแนวรัศมี
ได้ เมื่อรวมค่านี้
กับ คาบของวงโคจร
ของ the binary และใช้
กฎข้อที่สามของ Kepler
เราจะสามารถหา mass function
ของดาวดวง นี้ได้

ถ้าค่า mass
function ของดาวมีค่ามากกว่า 3
ก็แสดงว่าดาวนั้นเป็น Black
holes ตัวอย่างของ Black holes
ที่ถูก
สำรวจพบโดยวิธีนี้ได้แก่
Cygnus X-1
จากนิยามของ
Black hole กล่าวว่า Black holes
ก็คือดาวที่มีรัศมีน้อยกว่าหรือเท่ากับ
Schwarzschild radius
หรือ
เมื่อเขียนในเทอมของจำนวนเท่าของมวลของดวงอาทิตย์
จาก Schwarzschild metric

เมื่อ รัศมีของดาว collapse สู่
เทอม
จะมีค่าเป็น 0
เมื่อพิจารณา สมการ
จะเห็นว่า proper time ที่
มีค่าเป็น 0
หมายความว่า
จากมุมมองของผู้สังเกตที่อยู่นอก
Black holes (ในระยะที่มากพอ)
จะพบว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นที่รัศมีของ
Black holes (รวมถึงภายในด้วย)
เนื่องจากเราไม่สามารถวัดได้แม้แต่เวลา
ที่บริเวณนั้นๆ
และถ้าพิจารณาที่ถัดออกมา
จาก จะพบว่า
proper time เป็นไปตาม
proper time
improper time ซึ่งเป็นไปตามทฤษฎี
general relativity คือ ผลของ gravity
เนื่องจากวัตถุที่มีมวลมากๆ
จะทำให้ space-time บริเวณรอบๆ
บิดเบี้ยว(curved)ไป
หมายความว่า
เวลาที่บริเวณใกล้วัตถุจะช้าลง

ถ้าพิจารณา
coordinate speed
ของแสงในทิศทางตามแนวรัศมี

จะเห็นว่าที่
แต่ที่
นั่นก็หมายความว่าแสงไม่สามารถทะลุออกมาจาก
Black hole ได้
บริเวณที่ความเร็วแสงมีค่าเป็นศูนย์
ที่
นี้เองเรียกว่า event
horizon
เนื่องจากเราไม่สามารถ
เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายใน
event horizon ได้
ดังนั้นสมบัติต่างๆภายใน
event horizon
จึงได้มาจากการคำนวณ
ทั้งสิ้น สำหรับ Black hole
ที่ไม่มีการหมุน
ใจกลางของ Black hole
จะมีลักษณะที่เรียกว่า
singularity คือเป็นจุดที่มี
ปริมาตรเป็นศูนย์
และความหนาแน่นเป็น infinity
มวลทั้งหมดของ Black hole
จะรวมกันอยู่ที่จุดๆนี้
Roger Penrose (1969) เสนอ Law
of Cosmic Censorship
เป็นการยืนยันว่าไม่มี
naked singularity คือ Black hole จะต้องมี
event horizon เสมอ โดยที่ minimal surface
ของมวล M มีค่าเป็น
ในกรณีของ
Black holes ที่มีการหมุนด้วย (เสนอโดย
Roy P. Kerr 1963) angular momentum จะมีค่า
จำกัดค่าหนึ่ง
ซึ่งถ้าค่าของ angular momentum
ของการหมุนมีค่ามากกว่าค่านี้แล้ว
Black hole จะไม่มี event horizon ซึ่ง
ขัดแย้ง กับหลักของ Law of Cosmic
Censorship
maximun
angular momentum : 
ลักษณะการหมุนเมื่ออัตราการหมุนมีค่าสูงสุดของ
Black hole แสดง
ไว้ในรูปซ้ายมือ
การหมุนจะทำให้ singularity
ที่ใจกลางของ Black hole มีการ
บิดเบี้ยวไปในลักษณะที่ทำให้เกิด
flat ring singularity event horizon ก็จะ
เปลี่ยนแปลงไปอยู่ในลักษณะของ
ellipsoid
ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Frame
Dragging

Stephen
Hawking เสนอ
ทฤษฎีที่ว่าพื้นที่ผิวของ
Black hole หรือ event horizon
ไม่มีทางที่จะลดขนาดลงได้,
เขาได้รวมเอาทฤษฎี ทาง
quantum mechanics
เข้ากับทฤษฎีต่างๆ
เกี่ยวกับ Black hole
และพบว่าจริงๆแล้ว Black hole
มีการ evaporate อย่างช้าๆ
และมีการเสียมวลไปด้วย
ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Hawking
Radiation
อัตราการนำพลังงานออกสู่ภายนอก
Black hole โดยอนุภาคที่ evaporate นี้
Life time ของ evaporation
มีค่าเป็น 
ซึ่งเป็นเวลาค่อนข้างนาน
เมื่อเทียบกับอายุเฉลี่ยของ
universe ซึ่งมีค่าประมาณ .
และ คาดว่าในที่สุด
เมื่อสิ้นสุดการ evaporate
นี้แล้ว Black hole
จะเหลือไว้เพียง Flat space time
ปกติเท่านั้น
กล่าวโดยสรุป
Black hole เกี่ยวข้องกับ
Physics
หลายแขนงซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้เราสามารถ
อธิบายปรากฏการณ์ทางด้าน
High Energy Astrophysics ได้
เราสามารถพิสูจน์ว่า Black hole
มีอยู่จริงโดยอาศัย
ทฤษฎีเกี่ยวกับ space-time ของEinstein.
Reference
1.
Horowitz, Gary T., and Teukolsky, Saul A., "Black
holes," Rev. Mod. Phys. 71(2), S180, 1999.
2.
Carroll, Bradley W., and Ostlie, Dale A., An
Introduction to Modern Astrophysics , Addison-Wesley,Reading MA,
1996.
3.
Hawking, Stephen W., A Brief History of Time, Bantam
Books, New York, 1990.
4.
Stuckey, W. M., "The Schwarzschild black hole as a
gravitational mirror," Am. J. Phys. 61, 448, 1993,and The
observable universe inside a black hole Am. J. Phys. 62,
788, 1994.
5.
Doughty, Noel A., "Acceleration of a static observer
near the event horizon of a static isolated black hole,"
Am.
J. Phys. 49, 412, 1981.
|